เครื่องปรับอากาศเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าค่อนข้างมาก ทำให้หลายครอบครัวมีพฤติกรรมเปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 28–29 องศาเซลเซียสขณะนอนหลับตอนกลางคืนเพื่อประหยัดไฟ โดยเชื่อว่าอุณหภูมิที่ค่อนข้างสูงนี้จะไม่ทำให้สิ้นเปลืองไฟมาก และยังสามารถลดความร้อนภายในห้องได้เพียงพอในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว

เปิดแอร์ 28–29 องศาเซลเซียสตอนกลางคืน ช่วยประหยัดไฟจริงหรือ?
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เครื่องปรับอากาศจะทำความเย็นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่ออุณหภูมิภายนอกไม่เกิน 48 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิภายในห้องอยู่ที่ 19 องศาเซลเซียสขึ้นไป โดยระดับที่ช่วยประหยัดไฟมากที่สุดคือ การตั้งอุณหภูมิภายในห้องให้แตกต่างจากอุณหภูมิภายนอกประมาณ 6–10 องศาเซลเซียส
โดยเฉพาะ เมื่ออุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส ควรตั้งแอร์ไว้ที่ประมาณ 30 องศาเซลเซียส ก็เพียงพอต่อความเย็นและช่วยประหยัดไฟได้ ส่วนการตั้งไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส จะทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานเต็มกำลัง ส่งผลให้ใช้ไฟมากขึ้น
ในกรณีที่อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ประมาณ 30–35 องศาเซลเซียส การตั้งแอร์ไว้ที่ 25–28 องศาเซลเซียสถือว่าเหมาะสมที่สุด หากตั้งไว้ที่ 30 องศาเซลเซียส อาจทำให้ชุดคอยล์ร้อนตัดการทำงานและเริ่มทำงานใหม่บ่อยครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่คอมเพรสเซอร์เริ่มทำงานใหม่จะใช้พลังงานจำนวนมาก ทำให้สิ้นเปลืองไฟมากขึ้น
นอกจากนี้ เพื่อดูแลสุขภาพ ขณะนอนหลับควรเปิดใช้โหมด Sleep (โหมดนอนหลับ) ของเครื่องปรับอากาศ โดยหลังจากเปิดใช้งานประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แอร์จะปรับอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสโดยอัตโนมัติ จากนั้นจะเพิ่มขึ้นอีก 1 องศาและรักษาระดับอุณหภูมินั้นไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายหนาวเกินไปในช่วงกลางคืน ช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป
นั่นหมายความว่า ก่อนเข้านอน สามารถตั้งแอร์ไว้ที่ 26 องศาเซลเซียสและเปิดโหมด Sleep เพิ่มเติมได้ หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง เครื่องจะปรับขึ้นเป็น 27 องศาเซลเซียส และหลังจาก 2 ชั่วโมงจะเพิ่มเป็น 28 องศาเซลเซียส

โหมดนี้ช่วยปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับร่างกายโดยอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ช่วงหลับลึก ทำให้คุณนอนหลับได้สนิทขึ้น พร้อมช่วยลดการใช้พลังงานและประหยัดค่าไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีใช้เครื่องปรับอากาศอย่างประหยัดในช่วงฤดูร้อน
ค่าไฟในช่วงฤดูร้อนมักเพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากการใช้เครื่องปรับอากาศ เพื่อใช้งานแอร์อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และประหยัดไฟ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้
ตั้งอุณหภูมิให้อยู่ในระดับเหมาะสม
ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ควรปรับอุณหภูมิแอร์ให้ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิภายในห้องและภายนอกอยู่ในระดับพอดี เพื่อช่วยประหยัดไฟสูงสุดและลดความเสี่ยงต่อการช็อกจากการเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว

ใช้โหมด Cool ไม่ควรเปลี่ยนเป็นโหมด Dry
หลายคนแชร์เคล็ดลับว่า การเปิดโหมด Dry (สัญลักษณ์รูปหยดน้ำ) แทนโหมด Cool จะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าแนะนำว่า ในวันที่อากาศร้อนจัดหรือร้อนต่อเนื่อง ควรตั้งเครื่องปรับอากาศเป็นโหมด Cool เพื่อทำความเย็นภายในห้อง และไม่ควรใช้โหมด Dry
ใช้พัดลมร่วมกับเครื่องปรับอากาศ
การเปิดพัดลมร่วมกับแอร์ช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของอากาศเย็นให้กระจายทั่วห้อง ทำให้ห้องเย็นเร็วขึ้น นอกจากนี้ ลมจากพัดลมยังช่วยลดความรู้สึกแห้งจากการเปิดแอร์ และช่วยดูแลสุขภาพของคุณและครอบครัว
ไม่ควรเปิด–ปิดแอร์บ่อยครั้ง
เพื่อประหยัดพลังงาน ไม่ควรเปิดและปิดเครื่องปรับอากาศหลายครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ
ในความเป็นจริง หลายคนพยายามประหยัดไฟด้วยการเปิดแอร์จนห้องเย็นแล้วปิด เมื่อห้องกลับมาร้อนจึงเปิดใหม่ วิธีนี้กลับทำให้สิ้นเปลืองไฟมากกว่า เพราะเครื่องต้องเริ่มทำงานใหม่หลายครั้ง และยังทำให้อายุการใช้งานของเครื่องสั้นลง
บำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศเป็นประจำ
โดยทั่วไป ควรล้างและตรวจเช็กเครื่องปรับอากาศทุก 3–6 เดือน เพื่อยืดอายุการใช้งาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และช่วยตรวจพบปัญหาหรือความเสียหายได้เร็ว ลดการสิ้นเปลืองไฟโดยไม่จำเป็น
เลือกใช้เครื่องปรับอากาศระบบ Inverter หากใช้งานเป็นประจำ
ในตลาดมีเครื่องปรับอากาศระบบ Inverter ซึ่งใช้เทคโนโลยีปรับรอบการทำงาน ช่วยให้เครื่องทำงานเสถียรและประหยัดไฟมากขึ้น
เมื่อกำลังการทำความเย็นเพียงพอ คอมเพรสเซอร์จะลดความเร็วในการทำงาน ช่วยลดการใช้พลังงานที่สูญเปล่า พร้อมรักษาอุณหภูมิภายในห้องให้คงที่มากขึ้นและสร้างความสบายในการใช้งาน.
ขอบคุณที่มา: th.thebustednews.com