เด็กชาย ป.2 แอบเอาทอง 5 บาทของแม่ไปให้เพื่อนสาว แม่ทักทวงกลางดึก สุดท้ายอีกฝ่ายตอบกลับแบบไม่มีใครคาดคิดกลายเป็นเรื่องร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อคุณแม่รายหนึ่งออกมาเล่าว่า ลูกชายวัยเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แอบหยิบแหวนทองหนัก 5 บาทของเธอไปให้เพื่อนผู้หญิงในห้องเรียน โดยที่คนในบ้านไม่รู้ตัว จนกระทั่งแม่กลับมาเห็นทองหายไปจากที่เก็บ จึงรีบถามลูก ก่อนจะรู้ความจริงว่า “เอาไปให้เพื่อนแล้ว”

คุณแม่ถึงกับตกใจ เพราะทองดังกล่าวเพิ่งซื้อมาเก็บไว้ช่วงราคาทองพุ่ง และมีมูลค่าสูงไม่น้อย ด้วยความร้อนใจ เธอจึงรีบทักหาแม่ของเด็กผู้หญิงในช่วงเกือบเที่ยงคืน ขอให้นำทองมาคืนโดยด่วน พร้อมยืนยันว่ามีหลักฐานการซื้อครบจากข้อความแชตที่ถูกนำมาแชร์ในโซเชียล แม่ของเด็กผู้หญิงตอบกลับอย่างสุภาพว่า เห็นลูกถือแหวนจริง แต่คิดว่าเป็นของเล่น จึงยังไม่ได้ถามรายละเอียด และขอรอคุยกับลูกอีกครั้งในตอนเช้า เพราะเด็กนอนแล้วแต่เรื่องกลับเริ่มตึงเครียด เมื่อแม่ของเด็กชายพยายามเร่งให้อีกฝ่ายปลุกลูกขึ้นมาถามทันที เพราะกังวลว่าทองจะหายหรือหาไม่เจอ ขณะที่อีกฝ่ายเริ่มรู้สึกอึดอัดกับน้ำเสียงและความกดดัน จนสุดท้ายตัดสินใจบล็อกข้อความ ไม่ตอบกลับอีก

หลังเรื่องราวถูกแชร์ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาถกเถียงกันหนัก บางคนมองว่าแม่ของเด็กชายเข้าใจได้ เพราะทอง 5 บาทเป็นทรัพย์สินมูลค่าสูง ใครเจอก็คงร้อนใจ แต่หลายคนก็มองว่า การทวงของตอนดึกและกดดันอีกฝ่ายทันที อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลงอีกด้านหนึ่ง หลายคนยังมองว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาสำคัญของหลายครอบครัว คือการเก็บของมีค่าไว้ในที่เด็กหยิบถึงได้ง่าย รวมถึงการที่เด็กยังไม่เข้าใจว่า “ทอง” หรือของมีราคา คือทรัพย์สินที่ไม่สามารถหยิบไปให้คนอื่นเล่นๆ ได้ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเผยว่า เด็กวัยประถมต้นยังไม่เข้าใจมูลค่าทางการเงินเหมือนผู้ใหญ่ หลายครั้งที่เด็กนำของไปให้เพื่อน เพราะแค่อยากแบ่งปันหรือแสดงความชอบ โดยไม่ได้คิดถึงผลตามมา พ่อแม่จึงควรค่อยๆ สอนเรื่องคุณค่าของเงิน ของมีราคา และขอบเขตในการหยิบของในบ้านขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ยังแบ่งเป็นสองฝั่ง บางคนเห็นใจแม่ที่ทำทองหาย ส่วนอีกฝั่งก็เข้าใจแม่ของเด็กผู้หญิงที่ไม่อยากปลุกลูกกลางดึกมาสอบถาม จนหลายคนบอกว่า เรื่องนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เป็นบทเรียนสำคัญของทั้งสองครอบครัวหลายคนอ่านแล้วถึงกับรีบกลับไปเช็กที่เก็บทองและของมีค่าที่บ้านทันที เพราะไม่คิดว่า “ความไร้เดียงสาของเด็ก” จะกลายเป็นดราม่าใหญ่ได้ขนาดนี้ขอบคุณที่มา: th.thebustednews.com
เ.ด็.ก.ชาย ป.2 แอบเอาทอง 5 บาทของแม่ไปให้เพื่อนสาว แม่ทักทวงกลางดึก สุดท้ายอีกฝ่ายตอบกลับแบบไม่มีใครคาดคิดกลายเป็นเรื่องร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อคุณแม่รายหนึ่งออกมาเล่าว่า ลูกชายวัยเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แอบหยิบแหวนทองหนัก 5 บาทของเธอไปให้เพื่อนผู้หญิงในห้องเรียน โดยที่คนในบ้านไม่รู้ตัว จนกระทั่งแม่กลับมาเห็นทองหายไปจากที่เก็บ จึงรีบถามลูก ก่อนจะรู้ความจริงว่า “เอาไปให้เพื่อนแล้ว”
คุณแม่ถึงกับตกใจ เพราะทองดังกล่าวเพิ่งซื้อมาเก็บไว้ช่วงราคาทองพุ่ง และมีมูลค่าสูงไม่น้อย ด้วยความร้อนใจ เธอจึงรีบทักหาแม่ของเด็กผู้หญิงในช่วงเกือบเที่ยงคืน ขอให้นำทองมาคืนโดยด่วน พร้อมยืนยันว่ามีหลักฐานการซื้อครบจากข้อความแชตที่ถูกนำมาแชร์ในโซเชียล แม่ของเด็กผู้หญิงตอบกลับอย่างสุภาพว่า เห็นลูกถือแหวนจริง แต่คิดว่าเป็นของเล่น จึงยังไม่ได้ถามรายละเอียด และขอรอคุยกับลูกอีกครั้งในตอนเช้า เพราะเด็กนอนแล้วแต่เรื่องกลับเริ่มตึงเครียด เมื่อแม่ของเด็กชายพยายามเร่งให้อีกฝ่ายปลุกลูกขึ้นมาถามทันที เพราะกังวลว่าทองจะหายหรือหาไม่เจอ ขณะที่อีกฝ่ายเริ่มรู้สึกอึดอัดกับน้ำเสียงและความกดดัน จนสุดท้ายตัดสินใจบล็อกข้อความ ไม่ตอบกลับอีก

หลังเรื่องราวถูกแชร์ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาถกเถียงกันหนัก บางคนมองว่าแม่ของเด็กชายเข้าใจได้ เพราะทอง 5 บาทเป็นทรัพย์สินมูลค่าสูง ใครเจอก็คงร้อนใจ แต่หลายคนก็มองว่า การทวงของตอนดึกและกดดันอีกฝ่ายทันที อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลงอีกด้านหนึ่ง หลายคนยังมองว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาสำคัญของหลายครอบครัว คือการเก็บของมีค่าไว้ในที่เด็กหยิบถึงได้ง่าย รวมถึงการที่เด็กยังไม่เข้าใจว่า “ทอง” หรือของมีราคา คือทรัพย์สินที่ไม่สามารถหยิบไปให้คนอื่นเล่นๆ ได้ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเผยว่า เด็กวัยประถมต้นยังไม่เข้าใจมูลค่าทางการเงินเหมือนผู้ใหญ่ หลายครั้งที่เด็กนำของไปให้เพื่อน เพราะแค่อยากแบ่งปันหรือแสดงความชอบ โดยไม่ได้คิดถึงผลตามมา พ่อแม่จึงควรค่อยๆ สอนเรื่องคุณค่าของเงิน ของมีราคา และขอบเขตในการหยิบของในบ้านขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ยังแบ่งเป็นสองฝั่ง บางคนเห็นใจแม่ที่ทำทองหาย ส่วนอีกฝั่งก็เข้าใจแม่ของเด็กผู้หญิงที่ไม่อยากปลุกลูกกลางดึกมาสอบถาม จนหลายคนบอกว่า เรื่องนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เป็นบทเรียนสำคัญของทั้งสองครอบครัวหลายคนอ่านแล้วถึงกับรีบกลับไปเช็กที่เก็บทองและของมีค่าที่บ้านทันที เพราะไม่คิดว่า “ความไร้เดียงสาของเด็ก” จะกลายเป็นดราม่าใหญ่ได้ขนาดนี้ขอบคุณที่มา: th.thebustednews.com