3 เรื่องลึกลับในพิธีศพ “ซูสีไทเฮา” เรื่องสุดท้ายยังหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้! - ข่าวร้อน

Sunday, October 4, 2026

Chapter 1 — พายุประหลาดกลางขบวน และของเหลวสีแดงที่ไหลจากพระโกศ

ซูสีไทเฮา หรือพระนางซูสีไทเฮา เป็นหนึ่งในสตรีที่ทรงอำนาจและมีบทบาทสำคัญที่สุดในช่วงปลายราชวงศ์ชิง พระนางประสูติในปี ค.ศ. 1835 และเข้าสู่ราชสำนักในฐานะพระสนมของจักรพรรดิเสียนเฟิง ก่อนจะก้าวขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองอย่างยาวนาน หลังพระราชโอรสขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิถงจื้อ

พระนางทรงมีอิทธิพลต่อการปกครองจีนเป็นเวลาหลายทศวรรษ และแม้จะสิ้นพระชนม์ไปแล้วกว่าศตวรรษ เรื่องราวเกี่ยวกับพระนางก็ยังคงถูกพูดถึงอยู่เสมอ

หลังซูสีไทเฮาสวรรคตในปี ค.ศ. 1908 พระราชพิธีพระบรมศพถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และพิธีฝังพระบรมศพอย่างเป็นทางการดำเนินขึ้นในปี ค.ศ. 1909 ท่ามกลางขบวนพิธีที่เต็มไปด้วยผู้คนและขั้นตอนอันซับซ้อน

ระหว่างการเคลื่อนพระบรมศพ มีเรื่องเล่าถึง เหตุการณ์ประหลาด 3 เรื่อง ซึ่งต่อมาถูกถ่ายทอดและกลายเป็นตำนาน

เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง เมื่อท้องฟ้าที่ก่อนหน้านั้นแจ่มใสกลับมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน หลังขบวนเคลื่อนมาถึงบริเวณประตูฉุงเวินม่อน ลมแรงและฝนตกหนักก็โหมกระหน่ำลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

ผู้คนในขบวนต่างตกใจ เพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วราวกับเกิดเหตุผิดปกติ แต่หลังจากผ่านไปช่วงหนึ่ง ฝนก็เริ่มซาลงและสภาพอากาศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้ขบวนสามารถเดินทางต่อได้

เรื่องเล่าต่อมาระบุว่า เหตุการณ์นี้สามารถอธิบายได้ด้วยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น การก่อตัวของเมฆฝนจากกระแสลมยกตัวและการพาความร้อนอย่างรุนแรง ซึ่งสามารถทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนในเวลานั้นรู้สึกหวาดหวั่นยิ่งกว่าพายุ คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากฝนหยุดตก

มีเรื่องเล่าว่า ของเหลวสีแดงคล้ายเลือดไหลซึมออกมาจากพระโกศของซูสีไทเฮา จนผู้คนที่อยู่ในขบวนเกิดความตกใจและหวาดกลัว เพราะพระบรมศพถูกเก็บรักษาไว้นานกว่าหนึ่งปีก่อนที่จะถูกนำไปฝัง

ตามคำอธิบายในเรื่องเล่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังเสียชีวิต แม้จะมีการใช้วิธีรักษาสภาพพระศพ แต่ก็ไม่สามารถหยุดกระบวนการย่อยสลายตามธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์

นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในเรื่องประหลาดที่ถูกเล่าต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

Chapter 2 — พระโกศที่จู่ ๆ หนักขึ้น จนคนแบกแทบรับไม่ไหว

หากเหตุการณ์พายุและของเหลวสีแดงยังสามารถพยายามหาเหตุผลจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ เรื่องที่สามกลับเป็นเรื่องที่ถูกเล่าขานว่าน่าพิศวงยิ่งกว่า

หลังจากขบวนพระบรมศพเดินทางมาถึงบริเวณ สุสานบูรพาแห่งราชวงศ์ชิง (Eastern Qing Tombs) ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้ทำหน้าที่แบกพระโกศต้องตกอยู่ในสถานการณ์สุดระทึก

ตามเรื่องเล่า บรรดามหาดเล็กและขันทีที่ทำหน้าที่แบกพระโกศอยู่ในขณะนั้น จู่ ๆ ก็รู้สึกว่า น้ำหนักของพระโกศเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

เดิมทีพวกเขาสามารถแบกพระโกศเคลื่อนขบวนมาได้ แต่ในช่วงเวลาหนึ่งกลับรู้สึกว่าของที่อยู่บนบ่านั้นหนักขึ้นอย่างผิดปกติ ราวกับมีแรงมหาศาลกดทับลงมา

ผู้ที่ทำหน้าที่แบกบางคนถึงกับร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เนื่องจากไม่สามารถรับน้ำหนักที่รู้สึกว่ามากขึ้นอย่างฉับพลันได้

เรื่องเล่าระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกับคนใดคนหนึ่ง แต่ผู้ที่ร่วมแบกพระโกศต่างรู้สึกถึงความหนักอึ้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จึงยิ่งทำให้ผู้คนในขบวนเกิดความหวาดกลัวและเชื่อมโยงเหตุการณ์เข้ากับเรื่องลี้ลับ

สิ่งที่น่าพิศวงที่สุดคือ หลังจากเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง ความรู้สึกหนักอย่างผิดปกตินั้นกลับ หายไปเอง

ขบวนสามารถดำเนินต่อไปได้ และพระโกศถูกนำไปยังสถานที่ฝังพระบรมศพในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามคำบอกเล่าและตำนานที่สืบต่อกันมา ดังนั้นจึงไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในลักษณะใด หรือเกิดจากสาเหตุใด

ในมุมมองของผู้คนในยุคนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งมีความหมายพิเศษ เพราะเกี่ยวข้องกับพิธีพระบรมศพของสตรีผู้มีอำนาจสูงสุดคนหนึ่งของจีน และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทุกคนให้ความสำคัญกับพิธีกรรม ฮวงจุ้ย และสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับพระโกศจึงถูกถ่ายทอดต่อมาในฐานะ หนึ่งในปริศนาที่ยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน

Chapter 3 — ปลายทางของพระบรมศพ และปริศนาที่กลายเป็นตำนาน

ท้ายที่สุด พระบรมศพของซูสีไทเฮาถูกนำไปฝัง ณ สุสานบูรพาแห่งราชวงศ์ชิง อย่างสมพระเกียรติ หลังผ่านพิธีการอันยิ่งใหญ่และเหตุการณ์ประหลาดที่ถูกกล่าวขานถึงหลายเรื่อง

แต่เรื่องราวของพระนางไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น

เวลาต่อมา สุสานของซูสีไทเฮากลับถูกบุกรุกและปล้นสะดมโดย ซุนเตี้ยนอิง (Sun Dianying) ขุนศึกในยุคสาธารณรัฐจีน ทรัพย์สมบัติจำนวนมากที่ถูกฝังไว้ร่วมกับพระบรมศพถูกค้นหาและนำออกไป

สิ่งที่ทำให้เรื่องราวนี้น่าสนใจคือ ซูสีไทเฮาเป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความมั่งคั่งและอำนาจ แต่หลังจากสิ้นพระชนม์และถูกฝังอย่างยิ่งใหญ่ สุสานกลับต้องเผชิญกับการปล้นในเวลาต่อมา

เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์เกี่ยวกับพระบรมศพทั้ง 3 เรื่องจึงถูกเล่าต่อกันในหลายรูปแบบ

เรื่องแรก คือพายุที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันระหว่างขบวน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์สภาพอากาศได้

เรื่องที่สอง คือของเหลวสีแดงที่ถูกเล่าว่าไหลออกมาจากพระโกศ ซึ่งมีการนำกระบวนการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังเสียชีวิตมาใช้เป็นคำอธิบาย

แต่ เรื่องที่สาม คือเหตุการณ์ที่ผู้แบกพระโกศรู้สึกว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ก่อนจะกลับมาเป็นปกติในเวลาต่อมา ซึ่งตามเรื่องราวที่ให้มานั้นยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัด

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือเหตุการณ์เหล่านี้จำนวนหนึ่งถูกส่งต่อผ่านเรื่องเล่าและตำนานในภายหลัง จึงควรแยกระหว่าง ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์กับเรื่องเล่าที่ไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างสมบูรณ์

และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เรื่องราวของซูสีไทเฮายังคงดึงดูดความสนใจมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะนอกจากพระนางจะเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์จีนแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของพระนางยังเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ชวนให้ผู้คนตั้งคำถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีคำอธิบายทางธรรมชาติ หรือยังมีบางส่วนที่เราไม่สามารถหาคำตอบได้จนถึงปัจจุบัน?

ขอบคุณที่มา: th.thebustednews.com