หนุ่มวัย 28 ปีกินกระเทียมทุกวันหวังรักษาไตอักเสบ ผ่านไป 5 เดือน ผลตรวจทำแพทย์ตกใจ - ข่าวร้อน

Tuesday, October 13, 2026

นุ่มวัย 28 กินกระเทียมทุกวันหวังรักษาไตอักเสบ ผลตรวจหลัง 5 เดือนชวนจับตา

Chapter 1: หนุ่มวัย 28 ปีพบไตอักเสบเรื้อรัง เชื่อคำแนะนำในโลกออนไลน์จึงเริ่มกินกระเทียมทุกวัน

ชายหนุ่มวัย 28 ปี แซ่หลี่ ซึ่งทำงานเป็นวิศวกรเทคโนโลยีสารสนเทศในมณฑลเจียงซู ประเทศจีน ต้องเผชิญกับข่าวที่ไม่คาดคิด หลังเข้ารับการตรวจสุขภาพตามปกติและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตอักเสบเรื้อรัง ทั้งที่อยู่ในวัยที่หลายคนมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายแข็งแรงและมีพละกำลังมากที่สุด ชายหนุ่มกลับต้องเริ่มกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเองอย่างจริงจัง

หลังทราบผลตรวจ เขารู้สึกวิตกกังวลอย่างมากและเริ่มค้นหาวิธีดูแลไตจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ต โดยหวังว่าจะสามารถป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปในทิศทางที่แย่ลงได้ ในระหว่างค้นหาข้อมูล เขาพบบทความและโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์หลายชิ้นที่กล่าวอ้างถึงประโยชน์ของกระเทียม โดยบางโพสต์ยกให้กระเทียมเป็นเสมือน “ยาปฏิชีวนะจากธรรมชาติ” ที่ช่วยกำจัดสารพิษ ลดการอักเสบ ป้องกันโรคร้ายแรง และอาจส่งผลดีต่อสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายอีกด้วย

คำกล่าวอ้างเหล่านี้ทำให้เขาเกิดความหวังว่ากระเทียมอาจเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพไต จึงตัดสินใจเริ่มต้นวิธีรับประทานกระเทียมด้วยตัวเอง โดยไม่ได้มีข้อมูลยืนยันว่าการกินกระเทียมในปริมาณมากสามารถรักษาโรคไตอักเสบเรื้อรังได้

ชายหนุ่มเริ่มรับประทานกระเทียมสดวันละ 3 กลีบในตอนเช้าขณะท้องว่าง และยังเพิ่มกระเทียมสับลงในอาหารแทบทุกมื้อ ไม่ว่าจะรับประทานอาหารที่บ้านหรือออกไปกินข้างนอก เขาก็พยายามกินกระเทียมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงขั้นเตรียมกระเทียมแยกใส่ถ้วยไปด้วยเมื่อไปรับประทานอาหารนอกบ้าน

เขาทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 5 เดือน เพราะเชื่อว่าการกินกระเทียมทุกวันจะช่วยบำรุงไตและทำให้สุขภาพดีขึ้น โดยหวังว่าผลการตรวจครั้งต่อไปจะสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

อย่างไรก็ตาม ความจริงเกี่ยวกับโรคไตไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น โรคไตอักเสบเรื้อรังเป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบหรือความเสียหายของโครงสร้างไต ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์และดูแลตามสาเหตุของโรค การรับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งไม่สามารถใช้แทนการรักษาทางการแพทย์ได้

สิ่งที่ชายหนุ่มควรให้ความสำคัญตั้งแต่แรกคือการติดตามผลตรวจการทำงานของไต การควบคุมปัจจัยเสี่ยง และการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ แต่ด้วยความหวังว่าจะพบวิธีง่าย ๆ ในการรักษาตัวเอง เขากลับเลือกเชื่อข้อมูลบนโลกออนไลน์และรับประทานกระเทียมในปริมาณมากต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน

ท้ายที่สุด การตรวจสุขภาพครั้งต่อไปกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อผลตรวจไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง แต่กลับแสดงความผิดปกติหลายประการ จนแพทย์ต้องสอบถามถึงพฤติกรรมการกินในช่วงที่ผ่านมา เพื่อค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขากันแน่

Chapter 2: กินกระเทียมต่อเนื่อง 5 เดือน ผลตรวจไตแย่ลง แพทย์ถามทันทีว่ากินอะไรมา

เมื่อชายหนุ่มวัย 28 ปีเดินทางกลับไปตรวจติดตามอาการตามนัด เขาคาดหวังว่าจะได้รับข่าวดีหลังจากพยายามดูแลตัวเองด้วยการรับประทานกระเทียมเป็นประจำตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา แต่ผลตรวจกลับออกมาในทิศทางตรงกันข้าม โดยพบว่าค่าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของไตแย่ลง และระดับโปรตีนในปัสสาวะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

นอกจากนี้ ผลตรวจยังพบว่าระดับโพแทสเซียมในเลือดของเขาสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ความผิดปกติดังกล่าวทำให้แพทย์ผู้ดูแลต้องให้ความสนใจกับสถานการณ์อย่างเร่งด่วน เพราะผู้ที่มีการทำงานของไตลดลงอาจมีความสามารถในการขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายลดลงตามไปด้วย หากโพแทสเซียมสะสมในเลือดมากเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจได้

เมื่อเห็นผลตรวจ แพทย์จึงสอบถามชายหนุ่มอย่างจริงจังว่า ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเขารับประทานอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ และมีการใช้ยา อาหารเสริม หรือวิธีดูแลสุขภาพด้วยตัวเองเพิ่มเติมจากแผนการรักษาหรือเปล่า

ชายหนุ่มจึงเล่าว่า เขากินกระเทียมสดวันละ 3 กลีบในตอนเช้าขณะท้องว่าง และยังเพิ่มกระเทียมสับลงในอาหารแทบทุกมื้ออย่างต่อเนื่องตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา เพราะเชื่อว่ากระเทียมมีสรรพคุณช่วยรักษาไตและกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย

ข้อมูลดังกล่าวทำให้แพทย์ต้องทบทวนพฤติกรรมการบริโภคของผู้ป่วยอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปจากข้อมูลเพียงเท่านี้ว่ากระเทียมเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้การทำงานของไตแย่ลง เพราะผลตรวจที่ผิดปกติอาจเกี่ยวข้องกับโรคไตเดิม ภาวะแทรกซ้อน ยาที่ใช้ หรือปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินทางการแพทย์เพิ่มเติม

รายงานต้นทางระบุว่า กรณีของชายหนุ่มถูกนำมาเล่าในรายการสุขภาพออนไลน์ Health 2.0 โดยแพทย์โหยวไหล (Youlai) รองหัวหน้าแผนกโรคไตของโรงพยาบาลทั่วไปแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน อธิบายว่า สารอัลลิซิน (Allicin) ซึ่งเป็นสารประกอบที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นเฉพาะตัวของกระเทียม มีคุณสมบัติบางประการในการต้านจุลชีพและอาจมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ แต่ไม่ได้หมายความว่ากระเทียมสามารถรักษาโรคไตอักเสบเรื้อรังได้

แพทย์ยังเน้นย้ำว่า การรับประทานกระเทียมมากเกินไปอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง โดยเฉพาะอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร ขณะที่ผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องระมัดระวังเรื่องอาหารและแร่ธาตุบางชนิดตามระดับการทำงานของไต

กรณีนี้จึงเป็นตัวอย่างของความเสี่ยงจากการนำข้อมูลสุขภาพบนสื่อสังคมออนไลน์มาใช้โดยไม่มีการตรวจสอบ แม้กระเทียมจะเป็นส่วนประกอบอาหารที่พบได้ทั่วไป แต่การกินในปริมาณมากเพื่อหวังรักษาโรคไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้สุขภาพดีขึ้น และอาจทำให้ผู้ป่วยละเลยการดูแลรักษาที่จำเป็นได้

Chapter 3: แพทย์เตือนเรื่องโพแทสเซียมและโรคไต กระเทียมไม่ใช่ยารักษาโรค

หนึ่งในประเด็นที่แพทย์ให้ความสำคัญในกรณีของชายหนุ่มรายนี้ คือระดับโพแทสเซียมในเลือดที่สูงขึ้น โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท รวมถึงการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ โดยปกติไตมีหน้าที่ช่วยควบคุมสมดุลของโพแทสเซียมและขับส่วนเกินออกจากร่างกาย

แต่เมื่อการทำงานของไตลดลง ร่างกายอาจไม่สามารถกำจัดโพแทสเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม ทำให้มีความเสี่ยงต่อภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ซึ่งในกรณีรุนแรงอาจทำให้เกิดความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

รายงานต้นทางระบุว่า กระเทียมมีโพแทสเซียมอยู่ด้วย โดยยกตัวเลขประมาณ 620 มิลลิกรัมต่อกระเทียม 100 กรัม และกล่าวว่าการบริโภคกระเทียมปริมาณมากอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มภาระในการควบคุมโพแทสเซียมสำหรับผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง อย่างไรก็ตาม ปริมาณโพแทสเซียมที่ได้รับจริงขึ้นอยู่กับน้ำหนักกระเทียมที่กินและอาหารทั้งหมดในแต่ละวัน จึงไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวไปสรุปว่าการกินกระเทียมเพียง 3 กลีบจะทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมสูงอย่างแน่นอน

สำหรับผู้ป่วยโรคไต การจำกัดโพแทสเซียมควรพิจารณาจากผลเลือด ระยะของโรค ปริมาณปัสสาวะ ยาที่ใช้ และคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร ไม่ใช่การงดอาหารทุกชนิดที่มีโพแทสเซียมโดยไม่จำเป็น เพราะโพแทสเซียมเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องใช้ และความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคนแตกต่างกัน

แพทย์ยังอธิบายว่า กระเทียมไม่สามารถรักษาความเสียหายของเนื้อเยื่อไตที่เกิดจากโรคไตอักเสบเรื้อรังได้ แม้สารบางชนิดในกระเทียมจะได้รับการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติทางชีวภาพ แต่หลักฐานดังกล่าวไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่าการกินกระเทียมสดสามารถทำให้โรคไตหายขาดได้

นอกจากนี้ การกินกระเทียมสดขณะท้องว่างหรือในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อน ระคายเคืองกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ หรือไม่สบายท้องในบางคนได้ ผู้ที่ใช้ยาบางชนิดก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานกระเทียมในรูปแบบอาหารเสริมหรือสารสกัดเข้มข้น เพราะอาจมีปฏิกิริยากับยาได้

ในกรณีของชายหนุ่มรายนี้ แพทย์ตรวจพบความผิดปกติระหว่างการติดตามอาการ จึงสามารถปรับแนวทางดูแลรักษาได้ทันเวลา ตามรายงาน เขาหยุดรับประทานกระเทียมสดในปริมาณมาก และกลับไปปฏิบัติตามแผนการรักษาทางการแพทย์ร่วมกับการปรับอาหารเป็นเวลา 2 เดือน หลังจากนั้น ค่าทางชีวเคมีบางรายการของเขาค่อย ๆ กลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รายงานไม่ได้ให้รายละเอียดตัวเลขผลตรวจทั้งหมดหรือข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากการหยุดกินกระเทียมเพียงอย่างเดียว การรักษาโรคไตต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน และผู้ป่วยไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง

บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้คือ อาหารที่มีประโยชน์ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้แทนยาได้ และการบริโภคในปริมาณมากไม่ได้ทำให้ผลดีเพิ่มขึ้นเสมอไป โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับอาหารเสริม สมุนไพร และพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

Chapter 4: ผู้ป่วยโรคไตควรระวังอาหารอะไรบ้าง? เกลือ โปรตีน และอาหารพิวรีนสูงต้องเลือกให้เหมาะสม

นอกจากกรณีของชายหนุ่มที่กินกระเทียมเพื่อหวังรักษาโรคไตแล้ว แพทย์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการควบคุมอาหารสำหรับผู้ที่มีการทำงานของไตลดลง เพราะไตมีหน้าที่กรองของเสียและรักษาสมดุลของน้ำกับแร่ธาตุ เมื่อการทำงานของไตผิดปกติ การเลือกอาหารจึงต้องคำนึงถึงระยะของโรค ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

กลุ่มแรกที่ควรระวังคืออาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ผักดอง เนื้อรมควัน อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และขนมปังอุตสาหกรรมบางชนิด อาหารเหล่านี้อาจมีเกลือหรือโซเดียมแฝงอยู่มาก การได้รับโซเดียมมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นหรืออาการบวมรุนแรงขึ้นในผู้ป่วยบางราย

การลดโซเดียมไม่จำเป็นต้องหมายถึงการงดอาหารทุกชนิดที่มีรสเค็มโดยสิ้นเชิง แต่ควรอ่านฉลากโภชนาการ เลือกอาหารสดให้มากขึ้น และลดการเติมเกลือหรือเครื่องปรุงที่มีโซเดียมสูง ผู้ป่วยที่มีอาการบวมหรือความดันโลหิตสูงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมกับตนเอง

กลุ่มที่สองคืออาหารประเภทโปรตีน ซึ่งต้องควบคุมให้เหมาะสม ไม่ใช่งดทั้งหมด รายงานต้นทางกล่าวถึงถั่วเหลือง เต้าหู้ และนมถั่วเหลืองว่าเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่ผู้ป่วยโรคไตควรระวังเมื่อรับประทานมากเกินไป แต่ในทางปฏิบัติ อาหารเหล่านี้ไม่ได้เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไตทุกคนโดยอัตโนมัติ ปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะของโรค ภาวะโภชนาการ และแผนการรักษา

การได้รับโปรตีนมากเกินความต้องการอาจเพิ่มปริมาณของเสียที่ไตต้องจัดการในผู้ป่วยบางกลุ่ม แต่การจำกัดโปรตีนมากเกินไปก็อาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอและเกิดภาวะขาดสารอาหารได้เช่นกัน จึงควรเลือกแหล่งโปรตีนและปริมาณที่เหมาะสมร่วมกับแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร

กลุ่มที่สามคืออาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด และน้ำซุปเนื้อเข้มข้น การได้รับพิวรีนมากอาจเพิ่มระดับกรดยูริกในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาโรคเกาต์หรือมีระดับกรดยูริกสูงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าอาหารเหล่านี้จะทำให้ไตเกิดพังผืดหรือเสื่อมลงอย่างรวดเร็วในทุกคน การควบคุมอาหารต้องพิจารณาร่วมกับผลตรวจและโรคประจำตัว

อีกประเด็นที่สำคัญคือการควบคุมปริมาณโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส ผู้ป่วยโรคไตบางรายอาจต้องจำกัดแร่ธาตุเหล่านี้เมื่อผลตรวจพบความผิดปกติ แต่ผู้ป่วยบางรายยังสามารถรับประทานอาหารหลายชนิดได้ตามปกติ การงดอาหารอย่างกว้างขวางโดยไม่มีคำแนะนำอาจทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน

ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมไม่ใช่การสร้างรายการอาหารต้องห้ามขึ้นมาใช้กับผู้ป่วยทุกคน แต่เป็นการประเมินว่าไตทำงานได้มากน้อยเพียงใด มีภาวะบวมหรือไม่ ระดับโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสเป็นอย่างไร และผู้ป่วยใช้ยาอะไรอยู่ การเลือกอาหารอย่างเหมาะสมจะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพได้โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงจากการจำกัดสารอาหารเกินความจำเป็น

Chapter 5: 4 วิธีดูแลสุขภาพไตที่ควรทำสม่ำเสมอ อย่าหลงเชื่ออาหารรักษาโรคโดยไม่ปรึกษาแพทย์

สำหรับผู้ที่มีโรคไตหรือมีการทำงานของไตลดลง การดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องมีความสำคัญไม่แพ้การรับประทานยาตามแผนการรักษา แพทย์ในรายงานต้นทางแนะนำแนวทางการปรับพฤติกรรมหลายประการเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน แต่รายละเอียดควรปรับให้เหมาะสมกับสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคน

ข้อแรกคือการรับประทานโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม รายงานต้นทางยกตัวอย่างปริมาณประมาณ 0.6-0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และแนะนำแหล่งโปรตีน เช่น ไข่ นม และเนื้อไม่ติดมัน โดยเลือกวิธีปรุงที่ใช้น้ำมันไม่มาก เช่น ต้มหรือนึ่ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมไม่ได้เหมือนกันสำหรับผู้ป่วยทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ฟอกไต ผู้ที่ขาดสารอาหาร หรือผู้ที่มีภาวะเจ็บป่วยอื่นร่วมด้วย จึงควรได้รับคำแนะนำเฉพาะบุคคลก่อนนำตัวเลขนี้ไปใช้

ข้อที่สองคือการควบคุมปริมาณน้ำให้เหมาะสม รายงานต้นทางกล่าวถึงปริมาณน้ำประมาณ 1.5-2 ลิตรต่อวัน โดยแบ่งดื่มตลอดทั้งวัน แต่ปริมาณนี้ไม่ใช่คำแนะนำสากลสำหรับผู้ป่วยโรคไตทุกคน เพราะบางคนสามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ ขณะที่บางคนมีปัสสาวะน้อย บวม หรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องจำกัดน้ำตามคำสั่งแพทย์ การดื่มน้ำมากเกินไปไม่ได้ช่วยให้ไตที่เสียหายกลับมาทำงานได้ดีขึ้นเสมอไป

ข้อที่สามคือการติดตามผลตรวจอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยควรตรวจเลือดและปัสสาวะตามนัด เพื่อประเมินการทำงานของไต ระดับโปรตีนในปัสสาวะ และความผิดปกติของแร่ธาตุหรือสารเคมีในเลือด รายงานต้นทางแนะนำให้ตรวจปัสสาวะเป็นประจำและตรวจการทำงานของไตทุกไตรมาส แต่ความถี่ที่เหมาะสมจริงขึ้นอยู่กับระยะของโรคและความเห็นของแพทย์ ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องตรวจบ่อยกว่านั้น

การสังเกตปัสสาวะที่มีฟองเป็นเวลานานอาจช่วยให้ผู้ป่วยสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่สามารถใช้แทนการตรวจโปรตีนในปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการได้ เพราะปัสสาวะเป็นฟองอาจเกิดจากหลายสาเหตุ หากพบความผิดปกติซ้ำ ๆ ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินอย่างเหมาะสม

ข้อที่สี่คือการสร้างกิจวัตรที่ดีต่อสุขภาพ เช่น นอนหลับให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอดนอนเป็นประจำ ออกกำลังกายตามความสามารถ และควบคุมความดันโลหิตกับระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดบางชนิดหรือสมุนไพรที่อาจกระทบต่อไตโดยไม่ได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และไม่ควรหยุดยารักษาโรคไตด้วยตัวเองแม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้ว

ท้ายที่สุด แพทย์ย้ำถึงหลักการสำคัญว่า กระเทียมยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารได้สำหรับคนส่วนใหญ่ หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม แต่การกินกระเทียมมาก ๆ ไม่ได้ทำให้รักษาโรคไตได้ และอาหารที่มีประโยชน์ก็อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางรายหากบริโภคในปริมาณที่ไม่สอดคล้องกับสภาพร่างกาย

กรณีของชายหนุ่มวัย 28 ปีจึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า ไม่ควรเชื่อคำกล่าวอ้างบนโลกออนไลน์ว่าอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งสามารถรักษาโรคเรื้อรังได้โดยไม่ต้องใช้การรักษาทางการแพทย์ หากมีโรคประจำตัวและต้องการเปลี่ยนแปลงอาหารอย่างมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนเสมอ เพราะการดูแลสุขภาพไตอย่างปลอดภัยต้องอาศัยทั้งการรักษาที่เหมาะสม การติดตามผลตรวจ และการเลือกอาหารให้ตรงกับความต้องการของร่างกาย ไม่ใช่การฝากความหวังไว้กับอาหารเพียงชนิดเดียว

ขอบคุณที่มา: th.thebustednews.com