พบตัวการเสี่ยงมะเร็งตับ! อาหารใกล้ตัวที่หลายบ้านเก็บซ้ำ ระวัง “อะฟลาท็อกซิน” สารพิษจากเชื้อรา - ข่าวร้อน

Thursday, September 17, 2026

หลายคนพยายามดูแลสุขภาพด้วยการลดของทอด งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ การเก็บรักษาอาหารในครัวเรือน

โดยเฉพาะอาหารประเภท ถั่วลิสง ธัญพืช ข้าวโพด และผลิตภัณฑ์จากธัญพืช หากถูกเก็บไว้ในสภาพอากาศร้อนชื้นหรือมีความชื้นสูง อาจเกิดการปนเปื้อนของเชื้อราบางชนิด ซึ่งสามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่า อะฟลาท็อกซิน (Aflatoxins)

สารพิษกลุ่มนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากวงการสาธารณสุข เนื่องจากการได้รับอะฟลาท็อกซินเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในปริมาณสูงหรือร่วมกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของ มะเร็งตับ

อะฟลาท็อกซินคืออะไร?

อะฟลาท็อกซินเป็นสารพิษที่เชื้อราบางชนิดในกลุ่ม Aspergillus สามารถสร้างขึ้นได้ โดยมักพบปัญหาในอาหารบางประเภทที่ถูกเก็บรักษาในสภาพ ร้อนและชื้น

อาหารที่อาจเกิดการปนเปื้อนได้ ได้แก่

  • ถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสง
  • ข้าวโพด
  • ธัญพืชบางชนิด
  • ถั่วและเมล็ดพืช
  • เครื่องเทศบางประเภท
  • อาหารสัตว์บางชนิด

สิ่งที่น่ากังวลคือ การมองไม่เห็นเชื้อราหรือไม่มีกลิ่นผิดปกติ ไม่ได้แปลว่าอาหารจะปราศจากสารพิษเสมอไป

ทำไมอะฟลาท็อกซินจึงเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับ?

หลังจากเข้าสู่ร่างกาย อะฟลาท็อกซินบางชนิด โดยเฉพาะอะฟลาท็อกซิน B1 สามารถถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซม์ในตับให้กลายเป็นสารที่สามารถทำลาย DNA ของเซลล์ได้

หากได้รับซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน กระบวนการดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งเซลล์ตับ (hepatocellular carcinoma)

ความเสี่ยงจะยิ่งมีความสำคัญในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง เพราะปัจจัยทั้งสองสามารถเสริมความเสี่ยงของมะเร็งตับได้

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องของการกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงครั้งเดียวแล้วจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่เป็นเรื่องของ การได้รับสารพิษซ้ำ ๆ และระดับการสัมผัสในระยะยาว

ต้ม ผัด ทอด แล้วปลอดภัยหรือไม่?

นี่เป็นความเข้าใจผิดที่ควรระวัง

การปรุงอาหารให้สุกสามารถช่วยลดเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดได้ แต่ อะฟลาท็อกซินมีความทนความร้อนค่อนข้างสูง ดังนั้นการปรุงอาหารตามวิธีปกติไม่ควรถูกมองว่าเป็นวิธีที่สามารถกำจัดสารพิษได้ทั้งหมด

เพราะฉะนั้น หากพบวัตถุดิบมีเชื้อรา เสื่อมสภาพ หรือถูกเก็บในสภาพที่มีความเสี่ยงสูง การนำไป ต้ม ผัด หรือทอดเพื่อหวังว่าจะกำจัดสารพิษ ไม่ใช่วิธีที่ควรพึ่งพา

ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือป้องกันไม่ให้อาหารเกิดการปนเปื้อนตั้งแต่แรก และทิ้งอาหารที่มีลักษณะผิดปกติ

5 อาหารที่ควรระวังเป็นพิเศษ1. ถั่วลิสง

ถั่วลิสงเป็นหนึ่งในอาหารที่สามารถเกิดการปนเปื้อนอะฟลาท็อกซินได้ โดยเฉพาะหากมีความชื้นระหว่างการเก็บรักษา

หากพบถั่วขึ้นรา เปลี่ยนสี หรือมีกลิ่นผิดปกติ ไม่ควรนำมาคั่วหรือต้มเพื่อรับประทานต่อ

2. ข้าวโพดและธัญพืช

ธัญพืชที่เก็บไว้นานในสถานที่ร้อนหรือชื้นมีโอกาสเกิดเชื้อราได้ การควบคุมความชื้นและเก็บไว้ในภาชนะที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

3. เครื่องเทศและวัตถุดิบแห้ง

พริกแห้ง เครื่องเทศ และวัตถุดิบที่เก็บไว้นานก็สามารถเกิดเชื้อราได้ หากมีจุดผิดปกติหรือความชื้นเข้าไปในบรรจุภัณฑ์ ควรตรวจสอบก่อนนำมาใช้

4. อาหารที่ขึ้นรา

อย่าคิดว่าเห็นเชื้อราเพียงจุดเดียวแล้วสามารถตัดส่วนนั้นออกและรับประทานส่วนที่เหลือได้เสมอไป เพราะเชื้อราอาจแพร่กระจายเข้าไปในอาหารโดยมองไม่เห็น

สำหรับอาหารที่มีลักษณะขึ้นราอย่างชัดเจน การทิ้งเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่า

5. อาหารที่เก็บไม่เหมาะสม

แม้อาหารจะยังดูปกติ แต่หากถูกเก็บในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและชื้นเป็นเวลานาน ความเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพและการปนเปื้อนก็เพิ่มขึ้น

5 วิธีลดความเสี่ยงจากอะฟลาท็อกซินในบ้าน

1. ซื้อในปริมาณที่เหมาะสมไม่จำเป็นต้องซื้อถั่วหรือธัญพืชครั้งละมาก ๆ หากบ้านมีสภาพอากาศร้อนชื้น เพราะการเก็บไว้นานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพ

2. เก็บอาหารให้แห้งและปิดสนิทเลือกภาชนะสะอาด แห้ง และปิดมิดชิด หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีความชื้นสูง

3. ตรวจอาหารก่อนรับประทานหากพบเชื้อรา กลิ่นผิดปกติ หรืออาหารมีลักษณะเปลี่ยนไป ไม่ควรเสี่ยงนำกลับมารับประทาน

4. อย่าพยายามกู้คืนอาหารที่ขึ้นราการตัดเฉพาะส่วนที่ขึ้นรา หรือนำไปตากแดด ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าสารพิษจะถูกกำจัดออกไป

5. ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคตับควรใส่ใจเป็นพิเศษผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังหรือไวรัสตับอักเสบบีควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และเข้ารับการติดตามสุขภาพอย่างเหมาะสม

“เสียดายของ” อาจไม่คุ้มกับความเสี่ยง

การประหยัดเงินเป็นเรื่องดี แต่หากอาหารเริ่มขึ้นรา มีกลิ่นผิดปกติ หรือถูกเก็บในสภาพที่ไม่เหมาะสม การฝืนรับประทานต่อเพราะเสียดายอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย

สิ่งสำคัญไม่ใช่การกลัวอาหารทุกชนิด แต่คือการรู้จัก เลือกซื้อ เก็บรักษา และทิ้งอาหารที่มีความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

โดยเฉพาะอาหารประเภทถั่วและธัญพืชที่เก็บไว้นาน ควรหมั่นตรวจสอบสภาพอยู่เสมอ เพราะ อะฟลาท็อกซินไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถมองเห็นหรือกำจัดได้ง่าย ๆ ด้วยการปรุงอาหารตามปกติ

หมายเหตุ: อะฟลาท็อกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน แต่ข้อความว่า “พิษร้ายแรงกว่าสารหนู 68 เท่า” ไม่ควรนำเสนอเป็นข้อเท็จจริงทั่วไป เพราะความเป็นพิษขึ้นอยู่กับชนิดของสาร ปริมาณ และวิธีการได้รับสาร

ขอบคุณที่มา: th.thebustednews.com