คู่สามีภรรยาวัยประมาณ 50 ปีจากประเทศจีน ตัดสินใจไปตรวจสุขภาพประจำปีตามโครงการชุมชน แต่ผลตรวจกลับทำให้ทั้งครอบครัวช็อก เมื่อแพทย์พบว่าทั้งสองคนเป็น “มะเร็งตับระยะเริ่มต้น” พร้อมกัน ทั้งที่ไม่มีประวัติดื่มแอลกอฮอล์หนัก ไม่สูบบุหรี่ และไม่ได้เป็นไวรัสตับอักเสบหลังสอบถามพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างละเอียด แพทย์จึงพบ “ต้นเหตุเงียบ” ที่หลายบ้านกำลังทำอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ ตู้เย็นที่อัดแน่นไปด้วยอาหารเก่า ของแช่ค้างคืน และแทบไม่เคยทำความสะอาดเลย

แพทย์อธิบายว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าตู้เย็นคือที่เก็บอาหารแบบปลอดภัย 100% แต่ความจริงแล้ว ตู้เย็นเพียงแค่ “ชะลอ” การเติบโตของเชื้อโรค ไม่ได้หยุดเวลา หรือหยุดการเกิดสารพิษ โดยเฉพาะอาหารบางชนิดที่เก็บไว้นานในสภาพชื้นและอับ อาจกลายเป็นแหล่งสะสมของ “อะฟลาทอกซิน” สารพิษจากเชื้อราที่ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในสารก่อมะเร็งตับที่อันตรายที่สุดแพทย์เผยว่า มีอาหาร 3 ประเภทที่หากพบในตู้เย็น ควรรีบทิ้งทันที แม้จะดูเหมือนยังพอกินได้ก็ตามชนิดแรกคือ “เห็ดหูหนูหรือเห็ดแช่น้ำค้างคืน” หลายคนชอบแช่ทิ้งไว้เพื่อความสะดวก แต่หากแช่นานเกินไป โดยเฉพาะในอากาศร้อนหรือเก็บผิดวิธี อาจเกิดการสะสมของแบคทีเรียและสารพิษที่อันตรายต่อตับและสมองได้ บางชนิดแม้ต้มหรืออุ่นซ้ำก็ไม่สามารถทำลายพิษได้ทั้งหมด

ชนิดต่อมาคือ “ผลไม้ขึ้นรา ช้ำ หรือเริ่มเน่า” หลายคนเสียดายอาหาร จึงเลือกตัดส่วนเสียออกแล้วกินต่อ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เมื่อเห็นเชื้อราบนผิวผลไม้ เส้นใยราอาจแพร่ลึกเข้าไปข้างในแล้ว แม้ส่วนที่ดูปกติ ก็อาจมีสารพิษปนเปื้อนอยู่โดยไม่สามารถมองเห็นได้อีกชนิดที่อันตรายไม่แพ้กันคือ “ถั่วหรือธัญพืชมีกลิ่นหืน รสขม หรือขึ้นรา” โดยเฉพาะถั่วลิสงและผลิตภัณฑ์จากถั่วราคาถูก เพราะมีความเสี่ยงปนเปื้อนอะฟลาทอกซินสูงมาก หากกินต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลเสียต่อตับแบบสะสมโดยไม่รู้ตัว

แพทย์ยังเตือนอีกว่า หลายครอบครัวมีนิสัยเก็บอาหารจนแน่นตู้เย็น แยกของสดของสุกไม่ชัดเจน และแทบไม่เคยล้างตู้เย็นเลย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้เชื้อราและแบคทีเรียสะสมได้ง่ายกว่าที่คิดสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันโรคตับ ไม่ใช่แค่หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ แต่รวมถึงการเลือกกินอาหารสดใหม่ ตรวจสอบอาหารก่อนเก็บ และหมั่นทำความสะอาดตู้เย็นเป็นประจำ เพราะบางครั้ง “ความประหยัด” หรือ “เสียดายของ” อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัวหลายคนอ่านแล้วถึงกับรีบลุกไปเปิดตู้เย็นทันที เพราะไม่คิดว่า ของบางอย่างที่เก็บไว้กินต่อ อาจซ่อนอันตรายไว้มากกว่าที่เห็น

ขอบคุณที่มา: th.thebustednews.com