หนุ่มวัย 28 ป่วยไตอักเสบ กินกระเทียม 5 เดือน ผลตรวจล่าสุดทำให้ต้องเปลี่ยนความเข้าใจใหม่ - ข่าวร้อน

Friday, August 7, 2026

การเลือกใช้วิธีดูแลสุขภาพจากข้อมูลบนโลกออนไลน์อาจดูเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว การนำอาหารหรือสมุนไพรบางชนิดมารับประทานเพื่อหวังให้โรคดีขึ้นโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมเสมอไป

เรื่องราวของชายหนุ่มวัย 28 ปีรายหนึ่งจึงกลายเป็นกรณีที่น่าสนใจ หลังเขาทราบว่าตัวเองมีภาวะไตอักเสบเรื้อรัง และพยายามหาวิธีดูแลตัวเองด้วยแนวทางธรรมชาติ ก่อนจะรับประทานกระเทียมเป็นประจำต่อเนื่องหลายเดือน โดยหวังว่าจะช่วยให้อาการดีขึ้น

จากผลตรวจสุขภาพ สู่ความเชื่อเรื่องกระเทียม

ชายหนุ่มรายนี้ซึ่งทำงานด้านไอทีในประเทศจีน ได้รับการตรวจพบความผิดปกติของไตจากการตรวจสุขภาพ หลังทราบผล เขาเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลโรคด้วยวิธีธรรมชาติ และพบเนื้อหาจำนวนมากที่กล่าวถึงประโยชน์ของกระเทียม

ด้วยความเชื่อว่ากระเทียมมีสารสำคัญที่อาจช่วยต้านการอักเสบและเชื้อแบคทีเรีย เขาจึงเพิ่มกระเทียมสดเข้าไปในมื้ออาหารแทบทุกวัน บางครั้งถึงกับเตรียมกระเทียมติดตัวไว้รับประทานเมื่อออกไปข้างนอก

พฤติกรรมดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องประมาณ 5 เดือน ก่อนที่เขาจะกลับไปตรวจสุขภาพอีกครั้ง ทำให้แพทย์ต้องประเมินสภาพร่างกายและสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินอย่างละเอียด

กระเทียมมีสารประกอบอย่างอัลลิซิน ซึ่งมีการศึกษาถึงคุณสมบัติทางชีวภาพหลายด้าน แต่สิ่งสำคัญคือไม่ควรนำคุณสมบัติเหล่านี้ไปตีความว่า กระเทียมสามารถใช้แทนการรักษาโรคไตอักเสบเรื้อรังได้

สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติของไต การรับประทานอาหารในปริมาณมากหรือเลือกอาหารโดยไม่คำนึงถึงภาวะของตนเอง อาจทำให้ได้รับสารอาหารบางชนิดมากเกินความเหมาะสม โดยเฉพาะโพแทสเซียม ซึ่งผู้ป่วยโรคไตบางรายอาจมีข้อจำกัดในการควบคุมระดับโพแทสเซียม ทั้งนี้ปริมาณที่เหมาะสมแตกต่างกันไปตามการทำงานของไตและคำแนะนำจากแพทย์

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะหากระดับสูงมากอาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไตจึงไม่ควรปรับอาหารหรือใช้สมุนไพรเพื่อรักษาโรคด้วยตัวเองโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

อาหารที่ผู้มีปัญหาไตควรใส่ใจเป็นพิเศษ

การควบคุมอาหารของผู้ป่วยโรคไตไม่ได้มีสูตรเดียวสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับระยะของโรค ผลเลือด ยาที่ใช้ และโรคประจำตัวอื่น ๆ แต่โดยทั่วไปควรให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้

  • อาหารโซเดียมสูง: อาหารแปรรูป ของหมักดอง เนื้อแปรรูป และอาหารสำเร็จรูปบางชนิดอาจมีเกลือหรือโซเดียมค่อนข้างมาก
  • อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง: ผู้ที่มีภาวะไตทำงานลดลงอาจจำเป็นต้องควบคุมอาหารกลุ่มนี้ตามผลเลือดและคำแนะนำของแพทย์
  • ปริมาณโปรตีน: ผู้ป่วยโรคไตบางรายอาจต้องปรับปริมาณโปรตีนให้เหมาะสม แต่ไม่ควรลดหรือเพิ่มเอง เพราะความต้องการแตกต่างกันในแต่ละระยะของโรค
  • อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง: ในผู้ป่วยไตเรื้อรังบางราย การควบคุมฟอสฟอรัสก็เป็นอีกเรื่องที่ควรติดตาม
ดูแลไตอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเลือกอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมาเป็น “ยารักษา” แต่ควรดูแลสุขภาพโดยรวมและติดตามการทำงานของไตอย่างต่อเนื่อง

  1. รับประทานอาหารตามคำแนะนำเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไต
  2. ควบคุมปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เช่น ความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด หากมีภาวะเหล่านี้
  3. ตรวจติดตามการทำงานของไต ตามกำหนดของแพทย์ เพื่อดูแนวโน้มของโรคและปรับแผนดูแลให้เหมาะสม
  4. หลีกเลี่ยงการซื้อยาหรือสมุนไพรมารับประทานเอง โดยเฉพาะเมื่อมีโรคไตหรือใช้ยาประจำ เพราะผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีผลต่อไตหรือมีปฏิกิริยากับยา

บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้

เรื่องราวของชายหนุ่มรายนี้สะท้อนให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพด้วยอาหารธรรมชาติไม่ควรหมายถึงการนำอาหารชนิดหนึ่งมารับประทานในปริมาณมากเพื่อหวังรักษาโรค เพราะคำว่า “ธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยสำหรับทุกคนหรือทุกภาวะสุขภาพ

กระเทียมสามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารตามปกติสำหรับคนทั่วไปได้ แต่สำหรับผู้ที่มีโรคไต การรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมและสอดคล้องกับคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ย่อมปลอดภัยกว่า

หากมีอาการผิดปกติหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไต ไม่ควรหยุดการรักษาหรือเปลี่ยนแนวทางด้วยตัวเองเพียงเพราะพบข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ทางที่เหมาะสมคือแจ้งแพทย์เกี่ยวกับอาหาร สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดที่รับประทาน เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถรับประกันว่าจะรักษาโรคเรื้อรังได้ด้วยตัวเอง การดูแลที่เหมาะสมควรอาศัยทั้งการตรวจติดตาม การรักษาตามแพทย์แนะนำ การรับประทานอาหารอย่างสมดุล และการปรับพฤติกรรมให้เหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคน