กรณีเด็กชายวัย 12 ปีในมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ A สายพันธุ์ H3N2 และอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงประมาณ 24 ชั่วโมง กลายเป็นกรณีที่สร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองจำนวนมาก
เด็กมีภาวะปอดอักเสบรุนแรงจนภาพเอกซเรย์มีลักษณะที่เรียกว่า “ปอดขาว” และเกิดภาวะหายใจล้มเหลว ก่อนจะได้รับการรักษาด้วยเครื่อง ECMO เพื่อช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด
อย่างไรก็ตาม แพทย์เน้นย้ำว่า กรณีปอดอักเสบรุนแรงอย่างรวดเร็วเช่นนี้พบไม่บ่อย และไม่ได้หมายความว่าเด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่ทุกคนจะมีอาการรุนแรง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ควรรู้จักสัญญาณเตือนและรีบพาเด็กไปพบแพทย์เมื่ออาการเริ่มผิดปกติ

ไข้หวัดใหญ่ไม่ได้เป็นเพียง “หวัดธรรมดา”
ไข้หวัดใหญ่สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระบบทางเดินหายใจได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เด็กที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ในบางกรณี การติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่อาจทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจเสียหาย และเปิดโอกาสให้เชื้อแบคทีเรียเข้ามาซ้ำเติม ส่งผลให้เกิด ปอดบวมและการอักเสบรุนแรง
เมื่อถุงลมในปอดเต็มไปด้วยของเหลวและสารอักเสบ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนจะลดลงอย่างมาก หากรุนแรงมากอาจพัฒนาไปสู่ ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือ ARDS
“ปอดขาว” ไม่ได้หมายความว่าปอดเปลี่ยนเป็นสีขาวจริง ๆ
คำว่า “ปอดขาว” ที่มักปรากฏในข่าวทางการแพทย์ เป็นคำอธิบายลักษณะภาพเอกซเรย์หรือ CT ที่พบพื้นที่ทึบหรือมีการอักเสบในปอดเป็นบริเวณกว้าง
ไม่ได้หมายความว่าปอดของเด็กเปลี่ยนเป็นสีขาวจริง ๆ
และกรณีที่เห็นความผิดปกติอย่างรุนแรงภายในเวลาเพียงวันเดียวถือว่า พบได้ไม่บ่อย โดยผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเริ่มต้นมาก่อนแล้ว แต่ไม่ได้ถูกสังเกตหรือประเมินว่าเป็นภาวะรุนแรง
4 สัญญาณเตือน ไข้หวัดใหญ่ในเด็กอาจกำลังเข้าสู่ภาวะรุนแรง1. หายใจผิดปกติ
นี่เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด
หากเด็กมีอาการ หายใจเร็ว หายใจลำบาก หน้าอกหรือบริเวณซี่โครงบุ๋มขณะหายใจ ปีกจมูกบาน หรือริมฝีปากและใบหน้าเริ่มเขียวคล้ำ ควรรีบไปโรงพยาบาล
หากมีเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วและพบค่าออกซิเจนต่ำผิดปกติ โดยเฉพาะหากต่ำกว่า 94% หรือค่าลดลงต่อเนื่อง ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว
2. ไข้สูงร่วมกับอาการโดยรวมแย่ลง
ไข้เป็นอาการที่พบได้บ่อยในไข้หวัดใหญ่ แต่สิ่งที่ควรสังเกตคือ สภาพโดยรวมของเด็ก
หากเด็กซึมลงมาก ปลุกยาก ไม่ค่อยตอบสนอง ดื่มน้ำไม่ได้ อ่อนแรงผิดปกติ หรือมีอาการหงุดหงิดและกระสับกระส่ายอย่างมาก ควรรีบพบแพทย์
โดยเฉพาะกรณีที่ไข้ดีขึ้นแล้วกลับมาสูงอีกครั้งร่วมกับอาการไอหรือหายใจแย่ลง อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนหรือติดเชื้อซ้ำ

3. เจ็บหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือมีอาการปวดผิดปกติ
หากเด็กบ่นว่า เจ็บหน้าอก หายใจแล้วเจ็บ หายใจไม่เต็มปอด หรือเจ็บกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงอาการไข้หวัดธรรมดา
ในบางกรณี ไข้หวัดใหญ่อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่นอกเหนือจากระบบทางเดินหายใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ จึงควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน
4. อาการดีขึ้นแล้วกลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว
เด็กบางคนอาจเริ่มมีอาการดีขึ้นหลังจากได้รับการดูแล แต่ต่อมากลับ ไข้สูงขึ้นอีก ไอหนักขึ้น หายใจลำบาก หรืออ่อนเพลียมากกว่าเดิม
กรณีนี้ไม่ควรปล่อยให้รอดูอาการเอง เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรียได้
ส่วนยาต้านไวรัส เช่น oseltamivir ควรใช้ตามคำสั่งแพทย์และไม่ควรหยุดยาเอง เพียงเพราะอาการเริ่มดีขึ้น
เด็กกลุ่มไหนควรระวังเป็นพิเศษ?
เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี รวมถึงเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคปอด โรคหัวใจ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่มากกว่าคนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม เด็กที่สุขภาพแข็งแรงก็สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ในบางกรณี ดังนั้นจึงไม่ควรตัดสินความรุนแรงของโรคจากอายุหรือสุขภาพเดิมเพียงอย่างเดียว
พ่อแม่ควรจำให้ขึ้นใจ
ไข้หวัดใหญ่ในเด็กส่วนใหญ่สามารถหายได้ แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การเปลี่ยนแปลงของอาการ
หากเด็กจากที่ยังพูดคุย เล่น หรือกินอาหารได้ กลายเป็น ซึมมาก หายใจลำบาก หน้าอกบุ๋ม ปากเขียว ดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว อย่ารอให้อาการหายเอง ควรพาไปโรงพยาบาลทันที
และที่สำคัญ “ปอดขาว” ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปกครองสามารถวินิจฉัยจากอาการเองได้ ต้องอาศัยการตรวจภาพปอดและการประเมินจากแพทย์ การสังเกตสัญญาณอันตรายและพาเด็กเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด.

ขอบคุณที่มา: th.thebustednews.com