เด็กชาย 12 ปี “ปอดขาวโพลน” หลังติดไข้หวัดใหญ่เพียง 1 วัน แพทย์เตือน 5 สัญญาณอันตรายที่พ่อแม่ต้องรู้ - ข่าวร้อน

Wednesday, August 19, 2026

กรณีเด็กชายวัย 12 ปีในมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ A สายพันธุ์ H3N2 และอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงประมาณ 24 ชั่วโมง กลายเป็นกรณีที่สร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองจำนวนมาก

เด็กมีภาวะปอดอักเสบรุนแรงจนภาพเอกซเรย์มีลักษณะที่เรียกว่า “ปอดขาว” และเกิดภาวะหายใจล้มเหลว ก่อนจะได้รับการรักษาด้วยเครื่อง ECMO เพื่อช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด

อย่างไรก็ตาม แพทย์เน้นย้ำว่า กรณีปอดอักเสบรุนแรงอย่างรวดเร็วเช่นนี้พบไม่บ่อย และไม่ได้หมายความว่าเด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่ทุกคนจะมีอาการรุนแรง

สิ่งสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ควรรู้จักสัญญาณเตือนและรีบพาเด็กไปพบแพทย์เมื่ออาการเริ่มผิดปกติ

ไข้หวัดใหญ่ไม่ได้เป็นเพียง “หวัดธรรมดา”

ไข้หวัดใหญ่สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระบบทางเดินหายใจได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เด็กที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ในบางกรณี การติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่อาจทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจเสียหาย และเปิดโอกาสให้เชื้อแบคทีเรียเข้ามาซ้ำเติม ส่งผลให้เกิด ปอดบวมและการอักเสบรุนแรง

เมื่อถุงลมในปอดเต็มไปด้วยของเหลวและสารอักเสบ การแลกเปลี่ยนออกซิเจนจะลดลงอย่างมาก หากรุนแรงมากอาจพัฒนาไปสู่ ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือ ARDS

“ปอดขาว” ไม่ได้หมายความว่าปอดเปลี่ยนเป็นสีขาวจริง ๆ

คำว่า “ปอดขาว” ที่มักปรากฏในข่าวทางการแพทย์ เป็นคำอธิบายลักษณะภาพเอกซเรย์หรือ CT ที่พบพื้นที่ทึบหรือมีการอักเสบในปอดเป็นบริเวณกว้าง

ไม่ได้หมายความว่าปอดของเด็กเปลี่ยนเป็นสีขาวจริง ๆ

และกรณีที่เห็นความผิดปกติอย่างรุนแรงภายในเวลาเพียงวันเดียวถือว่า พบได้ไม่บ่อย โดยผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเริ่มต้นมาก่อนแล้ว แต่ไม่ได้ถูกสังเกตหรือประเมินว่าเป็นภาวะรุนแรง

4 สัญญาณเตือน ไข้หวัดใหญ่ในเด็กอาจกำลังเข้าสู่ภาวะรุนแรง1. หายใจผิดปกติ

นี่เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด

หากเด็กมีอาการ หายใจเร็ว หายใจลำบาก หน้าอกหรือบริเวณซี่โครงบุ๋มขณะหายใจ ปีกจมูกบาน หรือริมฝีปากและใบหน้าเริ่มเขียวคล้ำ ควรรีบไปโรงพยาบาล

หากมีเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วและพบค่าออกซิเจนต่ำผิดปกติ โดยเฉพาะหากต่ำกว่า 94% หรือค่าลดลงต่อเนื่อง ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว

2. ไข้สูงร่วมกับอาการโดยรวมแย่ลง

ไข้เป็นอาการที่พบได้บ่อยในไข้หวัดใหญ่ แต่สิ่งที่ควรสังเกตคือ สภาพโดยรวมของเด็ก

หากเด็กซึมลงมาก ปลุกยาก ไม่ค่อยตอบสนอง ดื่มน้ำไม่ได้ อ่อนแรงผิดปกติ หรือมีอาการหงุดหงิดและกระสับกระส่ายอย่างมาก ควรรีบพบแพทย์

โดยเฉพาะกรณีที่ไข้ดีขึ้นแล้วกลับมาสูงอีกครั้งร่วมกับอาการไอหรือหายใจแย่ลง อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนหรือติดเชื้อซ้ำ

3. เจ็บหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือมีอาการปวดผิดปกติ

หากเด็กบ่นว่า เจ็บหน้าอก หายใจแล้วเจ็บ หายใจไม่เต็มปอด หรือเจ็บกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงอาการไข้หวัดธรรมดา

ในบางกรณี ไข้หวัดใหญ่อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่นอกเหนือจากระบบทางเดินหายใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ จึงควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน

4. อาการดีขึ้นแล้วกลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว

เด็กบางคนอาจเริ่มมีอาการดีขึ้นหลังจากได้รับการดูแล แต่ต่อมากลับ ไข้สูงขึ้นอีก ไอหนักขึ้น หายใจลำบาก หรืออ่อนเพลียมากกว่าเดิม

กรณีนี้ไม่ควรปล่อยให้รอดูอาการเอง เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรียได้

ส่วนยาต้านไวรัส เช่น oseltamivir ควรใช้ตามคำสั่งแพทย์และไม่ควรหยุดยาเอง เพียงเพราะอาการเริ่มดีขึ้น

เด็กกลุ่มไหนควรระวังเป็นพิเศษ?

เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี รวมถึงเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคปอด โรคหัวใจ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่มากกว่าคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม เด็กที่สุขภาพแข็งแรงก็สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ในบางกรณี ดังนั้นจึงไม่ควรตัดสินความรุนแรงของโรคจากอายุหรือสุขภาพเดิมเพียงอย่างเดียว

พ่อแม่ควรจำให้ขึ้นใจ

ไข้หวัดใหญ่ในเด็กส่วนใหญ่สามารถหายได้ แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การเปลี่ยนแปลงของอาการ

หากเด็กจากที่ยังพูดคุย เล่น หรือกินอาหารได้ กลายเป็น ซึมมาก หายใจลำบาก หน้าอกบุ๋ม ปากเขียว ดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว อย่ารอให้อาการหายเอง ควรพาไปโรงพยาบาลทันที

และที่สำคัญ “ปอดขาว” ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปกครองสามารถวินิจฉัยจากอาการเองได้ ต้องอาศัยการตรวจภาพปอดและการประเมินจากแพทย์ การสังเกตสัญญาณอันตรายและพาเด็กเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด.

ขอบคุณที่มา: th.thebustednews.com