หลายคนเชื่อว่าโยเกิร์ตเป็นเพียงอาหารช่วยเรื่องการขับถ่าย แต่สำหรับ คุณหลิว วัย 61 ปี ชาวจีน การดื่มโยเกิร์ตเป็นประจำตลอด 6 เดือน กลับทำให้ผลตรวจสุขภาพเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จนแพทย์ผู้ดูแลยังแปลกใจ

ผลตรวจ 2 ค่า ดีขึ้นอย่างชัดเจน
คุณหลิวเคยตรวจพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงและความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง ทำให้ต้องติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
หลังได้รับคำแนะนำจากนักโภชนาการให้ดื่มโยเกิร์ตเป็นประจำ พร้อมปรับวิธีการดื่มให้เหมาะสม เมื่อตรวจสุขภาพอีกครั้งหลังผ่านไป 6 เดือน พบว่า
ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร ลดจาก 7.8 mmol/L เหลือ 5.9 mmol/L
ค่าความหนาแน่นของมวลกระดูก (T-score) ดีขึ้นจาก -2.5 เป็น -1.8
แพทย์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงระดับนี้ถือว่าน่าสนใจ แต่ย้ำว่า ไม่ได้เกิดจากการดื่มโยเกิร์ตเพียงอย่างเดียว หากยังรวมถึงการเลือกรับประทานให้เหมาะสมและการดูแลสุขภาพโดยรวม
เธอดื่มโยเกิร์ตแบบไหน?
คุณหลิวไม่ได้ซื้อโยเกิร์ตราคาแพงหรือผลิตภัณฑ์พิเศษ แต่เลือกดื่มตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ โดยให้ความสำคัญกับ
เลือกโยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์มีชีวิต
ดื่มในเวลาที่เหมาะสม
รับประทานร่วมกับอาหารที่ช่วยเสริมการดูดซึมสารอาหาร
โยเกิร์ตอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร?
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า โยเกิร์ตคุณภาพดีอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพได้หลายด้าน เช่น

1. ช่วยดูแลสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้
จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น Bifidobacterium lactis และ Lactobacillus acidophilus มีส่วนช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการเผาผลาญและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
งานวิจัยบางฉบับยังพบว่า ผู้ที่รับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำอาจมีความเสี่ยงต่อกลุ่มอาการเมตาบอลิกลดลง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
2. ช่วยเสริมสุขภาพกระดูก
โยเกิร์ตเป็นแหล่งของแคลเซียม และบางผลิตภัณฑ์ยังเสริมวิตามินดี ซึ่งช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น ส่งผลดีต่อการรักษาความแข็งแรงของกระดูก
3. โปรตีนในโยเกิร์ตอาจมีส่วนช่วยต่อสุขภาพหัวใจ
เวย์โปรตีนและเคซีนในผลิตภัณฑ์นมมีการศึกษาที่ชี้ว่าอาจช่วยสนับสนุนการทำงานของหลอดเลือด และอาจมีส่วนช่วยให้ความดันโลหิตดีขึ้นเมื่อรับประทานร่วมกับการดูแลสุขภาพด้านอื่น ๆ
หากดื่มโยเกิร์ตเป็นประจำ อาจได้ประโยชน์อะไร?
เมื่อรับประทานควบคู่กับอาหารที่สมดุลและการใช้ชีวิตที่ดี หลายการศึกษาพบว่าอาจช่วย
สนับสนุนการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
ช่วยรักษามวลกระดูก
ส่งเสริมระบบขับถ่าย
ช่วยให้ลำไส้ทำงานเป็นปกติ
สนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน
ทั้งนี้ ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และไม่ควรใช้โยเกิร์ตแทนการรักษาทางการแพทย์
ดื่มโยเกิร์ตอย่างไรให้ได้ประโยชน์?
1. เลือกโยเกิร์ตให้เหมาะ
เลือกชนิดที่มีจุลินทรีย์มีชีวิต
เลือกสูตรน้ำตาลต่ำหรือไม่เติมน้ำตาล
อ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อ
2. ดื่มในเวลาที่เหมาะสม
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มหลังอาหารประมาณ 30 นาที เพราะเป็นช่วงที่กรดในกระเพาะอาหารไม่สูงมาก ทำให้จุลินทรีย์มีชีวิตมีโอกาสรอดได้มากขึ้น
ปริมาณที่เหมาะสมคือประมาณ 150-200 กรัม วันละ 1-2 ครั้ง
3. รับประทานคู่กับอาหารที่เหมาะสม
ผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น กีวี สตรอว์เบอร์รี
ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวโอ๊ต
การรับประทานร่วมกันอาจช่วยเพิ่มความอิ่มและส่งเสริมการได้รับสารอาหารที่สมดุล
4. เลือกให้เหมาะกับสุขภาพของตัวเอง
ผู้แพ้น้ำตาลแลคโตส ควรเลือกสูตร Lactose Free
ผู้ควบคุมน้ำหนัก ควรเลือกสูตรไม่เติมน้ำตาล
ผู้ที่เสี่ยงกระดูกพรุน อาจเลือกผลิตภัณฑ์ที่เสริมวิตามินดี
สรุป
กรณีของหญิงวัย 61 ปี แสดงให้เห็นว่า การดื่มโยเกิร์ตเป็นประจำร่วมกับการเลือกรับประทานอย่างเหมาะสมและการดูแลสุขภาพโดยรวม อาจส่งผลดีต่อสุขภาพได้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงกรณีตัวอย่าง และไม่ควรคาดหวังว่าจะเกิดผลเช่นเดียวกันกับทุกคน หากมีโรคประจำตัวหรือกำลังอยู่ระหว่างการรักษา ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
ขอบคุณที่มา: th.thebustednews.com